วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

PhayaoThailandTour


Phayao General Information Virtually enveloped by mountains and valleys, Phayao is a peaceful province. Though with only modest facilities and conveniences, it is an enchanting community with delightful natural beauty and fascinating religious sites. Dating back to more than 900 years, it used to be an independent state with its own rulers before it became a part of the Lanna Thai kingdom in mid-14th century. Phayao is about 691 kilometres from Bangkok and covers an area of 6,335 square kilometres. Administrative, it is divided into the following districts: Muang, Chun, Chiang Kham, Chiang Muan, Dok Khamtai, Pong, Mae Chai, Phu Sang, and Phu Kam Yao.
Phayao Festival Information - Tai Lue World Heritage Festival A concerning to pay homage to the guardian spirits of the kingdom is performed at Wat Phrathat Sob Van. Tai Lue ritual for longevity. Bai Sri Su Kwan blessing ceremony is performed to welcome Tai Lue ethnic descendants from around the world. A cultural presentation of the Tai Lue way of life, culture and folk knowledge Shop at the Kad mua krua laeng, a traditional Northern Thai open-air market demonstration of a Tai Lue wedding ceremony. Tai Lue performance, Tai Lue tung (sacred flag) merit-making ceremony at wat Saenmuang Ma.



Phayao Attactions Information - Chiang Kham Chiang Kham district is home to many Thai Lue people, about 74 kilometres to the northeast of Phayao on Highway No. 1021. The Thai Lues originally were from the south of Yunnan in China and migrated to northern Thailand, particularly to Nan and Phayao, some 200 years ago. - Wat Nantaram An interesting temple in Chiang Kham is Wat Nantaram, a Burmese-style site built entirely with teak. The woodworks on the windows, gables, corridors and other parts are beautifully chiseled in elaborate designs. - Wat Phra That Sop Waen Another place of interest in Chiang Kham is Wat Phra That Sop Waen. The temple houses a 700-year-old Lanna-style Chedi. - Doi Phu Nang National Park This national park is 48 kilometres south of Amphoe Dok Khamtai along Highway No. 1251 and 4 kilometres along an access road. A variety of birds are found, especially peacocks which come to the park area for breeding from January to March. The park also has a scenic waterfall called Namtok Than Sawan. Camping in the park is possible. - Ho Watanatham Nithat Next to Wat Si Koam Kam is Ho Watanatham Nithat. The indigenous museum deals with the history and ancient relics of Phayao, including native culture and traditions and creativity. Open Wednesday-Sunday from nine in the morning to four in the afternoon. - Kwan Phayao An extensively fresh-water lake, Kwan Phayao is the largest fresh-water fish habitat in the upper North which provides the livelihood of many of the local people. The surrounding scenery, particularly at dusk, is stunning. Along the banks are located food-shops and recreation sites. - Namtok Champa Thong Namtok Champa Thong is a beautiful and tall waterfall amid natural surroundings. It can be reached by taking the Phayao - Chiang Rai route. After reaching Km. 7, take a turn and proceed on for a further 16 kilometres. - Pho Khun Ngam Mueang Memorial The Pho Khun Ngam Mueang Memorial, located in the public park on the bank of Kwan Phayao, commemorates a former king of Phayao, or Phu Kam Yao, who was in power some 700 years ago. During his reign, the state prospered and expanded its territory. As a close ally of King Mengrai, the ruler of Chiang Rai, and King Ramkhamhaeng of Sukhothai, they formed an alliance of harmony, loyalty and non-aggression. - Wat Phra That Chomthong Wat Phra That Chomthong, just opposite Wat Si Khom Kham, can be reached by the 1.5-kilometre-long uphill road. Surrounded by an arboretum, the temple offers a panoramic view of the town and the lake. - Ban Huaka Five kilometres from the Phu Sang waterfall is a village on the Thai-Laotian border. On the 10th and 30th of every month, Ban Huak hold a bazaar for Thais and Laotians to trade and barter their products. - Namtok Phu Sang National Park Namtok Phu Sang is a scenic waterfall about 20 kilometres to the north of the district town of Chiang Kham on Highway No. 1093. The surroundings are still in perfect natural condition. Phu Sang is different than other waterfalls. It is fed by a hot spring on the mountain which flows into the brook before cascading over the fall.

การท่องเที่ยวประเทศไทย


ประวัติ
การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเกิดขึ้นโดยพระดำริของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ใน พ.ศ. 2467 ได้มีการจัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรมรถไฟ เชิงสะพานนพวงศ์ ต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม งานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคมด้วย
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2492 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นควรปรับปรุงหน่วยงานท่องเที่ยวขึ้นใหม่ จึงได้มีมติให้กรมโฆษณา การยกร่างโครงการปรับปรุงหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2492 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมโฆษณาการพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยว กรมโฆษณาการได้ทำความตกลงกับกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ขอโอนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว จากกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมมาอยู่กับกรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรี และให้เรียกส่วนงานนี้ว่า สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว
ต่อมากรมโฆษณาการได้พิจารณาเห็นว่ากิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวกำลังตื่นตัวในประเทศไทยมาก จึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีฐานะเทียบเท่ากอง เรียกว่า สำนักงานท่องเที่ยว โดยพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมโฆษณาการในสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2493
ใน พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด "สำนักงานท่องเที่ยว" ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีชื่อย่อว่า อ.ส.ท. โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502
องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 นั้น มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และ การส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 จัดตั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขึ้น มีชื่อย่อว่า ททท.

ที่ตั้งและสำนักงานสาขา
สำนักงานใหญ่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) 1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2250 5500 โทรสาร 0 2250 5511
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังมีสำนักงานสาขาตามจังหวัดต่างๆ และสำนักงานสาขาในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสาขาในประเทศไทยแบ่งหน่วยงานรับผิดชอบดังนี้
ภาคเหนือ
สำนักงานเชียงใหม่ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน)
สำนักงานเชียงราย (เชียงราย พะเยา )
สำนักงานแม่ฮ่องสอน (แม่ฮ่องสอน)
สำนักงานตาก (ตาก)
สำนักงานแพร่ (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ )
สำนักงานพิษณุโลก (เพชรบูรณ์ พิษณุโลก )
สำนักงานสุโขทัย (สุโขทัย กำแพงเพชร)
สำนักงานอุทัยธานี (อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร)
ภาคกลาง
สำนักงานกาญจนบุรี (กาญจนบุรี)
สำนักงานกรุงเทพฯ (สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นนทบุรี ปทุมธานี)
สำนักงานเพชรบุรี (เพชรบุรี ราชบุรี)
สำนักงานพัทยา (ชลบุรี)
สำนักงานระยอง (จันทบุรี ระยอง )
สำนักงานตราด (ตราด)
สำนักงานพระนครศรีอยุธยา (พระนครศรีอยุธยา)
สำนักงานลพบุรี (ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี)
สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)
สำนักงานสุพรรณบุรี (สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท)
สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ (ประจวบคีรีขันธ์)
สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำนักงานนครราชสีมา (ชัยภูมิ นครราชสีมา)
สำนักงานอุบลราชธานี (ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี)
สำนักงานขอนแก่น (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์)
สำนักงานนครพนม (นครพนม มุกดาหาร สกลนคร)
สำนักงานอุดรธานี (หนองคาย อุดรธานี)
สำนักงานเลย (เลย หนองบัวลำภู)
สำนักงานศรีสะเกษ (สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ)
ภาคใต้
สำนักงานหาดใหญ่ (สงขลา พัทลุง)
สำนักงานนครศรีธรรมราช (นครศรีธรรมราช)
สำนักงานนราธิวาส (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา)
สำนักงานภูเก็ต (ภูเก็ต)
สำนักงานสุราษฎร์ธานี (สุราษฎร์ธานี)
สำนักงานตรัง(ตรัง สตูล)
สำนักงานกระบี่ (กระบี่ พังงา)
สำนักงานชุมพร (ชุมพร ระนอง)

กว๊านพะเยา



กว๊านพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และ อันดับ 3 ของประเทศไทย (รองจาก หนองหาน และ บึงบอระเพ็ด) [1] คำว่า "กว๊าน" ตามภาษาพื้นเมืองหมายถึง "บึง" เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ใจกลางเมืองพะเยา มีทิวเขาเป็นฉากหลัง เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากห้วยต่างๆ 18 สาย มีปริมาณน้ำเฉลี่ยปีละ 29.40 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพันธ์ปลาน้ำจืดกว่า 48 ชนิด มีเนื้อที่ 12,831 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาต่างๆ ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีส่วน ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ที่สวยงามประทับใจผู้พบเห็น จนอาจจะกล่าวได้ว่าหัวใจของเมืองพะเยาอยู่ที่กว๊านพะเยานี่เอง



ริมกว๊านพะเยาเป็นร้านอาหารและสวนสาธารณะให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจ กว๊านพะเยาในอดีตแต่เดิมเคยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำมีสายน้ำอิงไหลพาดผ่านคดเคี้ยวทอดเป็นแนวยาวไปตลอด จาดทิศเหนือจรดขอบกว๊านฯ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประกอบกับมีหนองน้ำน้อยใหญ่หลายแห่งและร่องน้ำหลายสายที่ไหลลงมาจากขุนเขาดอยหลวงแล้วเชื่อมติดต่อถึงกัน ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำแห่งนี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งนักและมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่เป็นชุมชนนานนับตั้งแต่โบราณ
ภาพพาโนรามากว๊านพะเยายามเย็น
บริเวณกลางกว๊านพะเยา มีการพบซากประวัติศาสตร์เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีชื่อว่า "วัดติโลกอาราม" ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะมีการเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัด เป็นแห่งเดียวในโลก
ศาสนาวัฒนธรรม
ในอดีตกว๊านพะเยา เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากเทือกเขาไหลลงมาเป็นลำห้วย ลำธาร แม่น้ำ และกลายเป็นหนองน้ำ ในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย.ของทุกปี ปริมาณน้ำจะลดลงทำให้ชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
ทั้งยังเป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างตัวเมืองกับหมู่บ้านรอบๆ กว๊านพะเยา เมื่อหลายร้อยปีมานั้น พื้นที่รอบกว๊านพะเยาเป็นชุมชนหมู่บ้าน มีวัดอยู่หลายแห่ง
"วัดติโลกอาราม" เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่จมอยู่ในกว๊านพะเยา
จากหลักฐานศิลาจารึกที่ขุดพบบริเวณวัดติโลกอาราม ทราบว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราช แห่งราชอาณาจักรล้านนาเมืองเชียงใหม่ โปรดให้พระยายุทธิษถิระ เจ้าเมืองพะเยา สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2019-2029
พร้อมทั้งพระราชทานเงินก่อสร้าง จำนวน 10 แสนเบี้ย และในพิธีผูกพัทธสีมาวัดติโลกอาราม มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองพะเยาประมาณ 7 วัด มาร่วมพิธีอีกด้วย
วัดติโลกอาราม เป็นวัดที่จมอยู่ในกว๊านพะเยามานานกว่า 68 ปี สาเหตุที่จมน้ำเนื่องจากในปี พ.ศ.2482 กรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านพะเยาเพื่อกักเก็บน้ำ จึงทำให้กว๊านพะเยาที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณ และมีวัดอยู่เป็นจำนวนมากต้องจมน้ำในที่สุด
จากการสำรวจแผนที่เก่า และภาพถ่ายทางอากาศพบว่า ที่ตั้งวัดติโลกอารามและบริเวณใกล้เคียง มีร่องรอยซากวัดโบราณอยู่ประมาณ 8-9 วัด เชื่อมต่อไปยังกลุ่มโบราณสถานบ้านร่องไฮ อยู่ไม่ห่างไกลมากนักก็จะพบอีกประมาณ 3 วัด บางวัดพบร่องรอยเนินดินรูปสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นเขตวัดอยู่ภายในบริเวณ หรือบางวัดพบร่องรอยของสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของหนองน้ำเก่า บางหนองน้ำมีลำน้ำแม่อิงไหลเชื่อมเข้าหา ที่สังเกตเห็นจะมีซากวัดโบราณหลายวัดกระจัดกระจายอยู่ตามหนองน้ำ และตลอดลำน้ำแม่อิงทั้ง 2 ฝั่ง
อีกทั้งยังพบแนวถนนโบราณที่ตัดมาจากตัวเมืองทางทิศเหนือ ไปยังแม่น้ำอิงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เข้าใจว่าเป็นถนนที่คนสมัยก่อนใช้สัญจรไปมา ระหว่างตัวเมืองกับชุมชนนอกเมืองบริเวณหนองเต่าและชุมชนใกล้เคียง และใช้เป็นเส้นทางสำหรับไปตักน้ำที่แม่น้ำอิงยามหน้าแล้ง

ผศ.มนตรา พงษ์นิล อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อธิบายถึงโครงการกู้วัดติโลกอารามในกว๊านพะเยาว่า "บวกสี่แจ่ง" คือชื่อเดิมของสถานที่ตั้งวัดติโลกอาราม ชาวบ้านพบแหล่งโบราณสถานวัตถุ พระเครื่องยอดขุนพล และพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่างเมืองพะเยาในสมัยก่อน
จนนำมาสู่การวางแผนบูรณะและพัฒนาโบราณสถานแห่งนี้ ในแผนแม่บทการพัฒนากว๊านพะเยาแบบบูรณาการ ในงบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพะเยา แต่น่าเสียดายที่ภายหลังถูกยกเลิกไป
ปัจจุบันการสำรวจบวกสี่แจ่ง พบชิ้นส่วนจารึกโบราณ ซึ่งถูกตีความว่าสถานที่ดังกล่าวคือ "วัดติโลกอาราม หนองเต่า" การค้นพบนี้ นำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายต่างๆ ของ "โครงการกู้วัดติโลกอารามในกว๊านพะเยา" โดย นายธนเษก อัศวานุวัตร ผวจ.พะเยา เพื่อสำรวจซากวัดที่จมอยู่ในกว๊านพะเยา และเริ่มดำเนินการโครงการกู้วัดติโลกอารามขึ้น จนทำให้ประชาชนใน จ.พะเยา ตื่นตัวและพูดถึงโครงการนี้กันมากขึ้น
สำหรับงบประมาณตั้งไว้ราว 1,500 ล้านบาท เริ่มโครงการตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยจะประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงการศึกษา สำรวจ ออกแบบขออนุญาตดำเนินการจากส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่แน่นอน ทำให้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ หรืองบซีอีโอ ต้องถูกยกเลิกไป
ทางจังหวัดพะเยาจึงไม่มีงบ จึงจัดตั้งมูลนิธิโครงการกู้วัดติโลกอารามในกว๊านพะเยาเพื่อประชาสัมพันธ์และรับบริจาคจากประชาชนในจังหวัดและทั่วประเทศ
"เป้าหมายที่สำคัญของการกู้วัดติโลกอาราม เพื่อสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในกว๊านพะเยา โดยอาศัยคติความเชื่อทางวัฒนธรรม ศาสนา และหลักฐานทางโบราณคดี เป็นแรงขับเคลื่อนดำเนินโครงการ ประกอบกับมีการทำพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ขุดดินล้อมรอบแหล่งโบราณสถานวัดติโลกอารามในกว๊านพะเยาเป็นพื้นที่จำนวน 14 ไร่" อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายในจังหวัด ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มนักวิชาการท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนบางส่วน ต่างแสดงความเป็นห่วง
โดยเฉพาะความคุ้มค่าของการดูแลรักษาโบราณสถานที่ขุดขึ้นมาจากใต้นํ้า และอาจยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกรมศิลปากร รวมถึงหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับกว๊านพะเยา
ตลอดจนอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบกว๊านพะเยา เนื่องจากการกระทำต่อแหล่งโบราณคดีที่มีกฎหมายหลายฉบับควบคุมดูแลอยู่ ได้แก่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมืองรวมเมืองพะเยา และกฎหมายโบราณสถานวัตถุ
อีกทั้งยังกังวลต่อความรู้ทางประวัติศาสตร์ของ จ.พะเยา ของหลักฐานจากวัดติโลกอาราม ที่ยังต้องการความชัดเจนและสืบค้นให้มากกว่านี้ ก่อนเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน












วัดศรีโคมคำ


ประวัติวัดศรีโคมคำ พะเยา
วัดศรีโคมคำ ตั้งอยู่เลขที่ 692 ถ.พหลโยธิน หมู่ที่ 1 ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา มีเนื้อที่ 74 ไร่ 8 ตารางวา "วัดศรีโคมคำ"เป็นชื่อทีใช้ ทางราชการแต่ชาวบ้านโดยทั่วไปยังคงเรียกตามชื่อเดิมว่า วัดพระเจ้าตนหลวง หรือวัดทุ่งเอี้ยงเนื่องจาก มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นประธานของวัด ที่มีประวัติความเป็นปรากฎ ตามตำนาน เกี่ยวข้องกับการเสด็จ มาของพระพุทธเจ้ารวมถึงการแสดง พุทธทำนายเกี่ยวกับการสร้างพระเจ้าตนหลวง ในบริเวณที่เป็นหนองเอี้ยง สันนิษฐานว่าวัดศรีโคมคำสร้างราว พ.ศ. 2067 ภายหลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบัน เรียกติดปาก กันว่า "พระเจ้าตนหลวง" สำหรับพระเจ้าตนหลวงองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 14x16 เมตร ปัจจุบันประดิษฐานเป็น พระประธานในวิหารหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2034 ในสมัยพระยาเมืองยี่ครองเมืองพะเยา (สมัยพระยอดเชียงราย กษัตริย์ลำดับที่ 13 แห่งราชวงค์มังรายของเชียงใหม่ ) ต่อมาในสมัยพระยาอุปราชเจ้าบุรีย์รัตน์ได้ทำการก่อสร้างพระวิหาร ,เสนาสนะต่างๆและลำดับต่อมาก็ได้ตั้งเป็น วัดขึ้นในสมัยของพระยาตู้ ครองเมืองพะเยา
วัดศรีโคมคำ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้งในสมัยหลัง เช่น สมัยเจ้าหลวงอินทะชมพู,เจ้าหลวง ขัติยะ, เจ้าหลวงชัยวงศ์ และสมัยพระเจ้าประเทศอุดร สำหรับในสมัยพระเจ้าประเทศอุดรนั้น บ้านเมืองอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พะเยาเป็นส่วนหนี่งของมณฑลพายัพ ขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย สมัยนั้นมีนายคลาย บุษยบรรณเป็นนายอำเภอ พระเจ้าประเทศอุดรและนายคลาย ได้ตระหนักถึงพระวิหารหลวงที่กำลังชำรุดทรุดโทรม ทั้งสองทราบถึงกิติศัพท์ว่า ครูบาศรีวิชัยว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีบารมีธรรมสูง ทำการก่อสร้าง และบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ที่แห่งใด ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีศรัทธาประชาชนเลื่อมใสจำนวนมาก จึงได้ปรึกษากับพระครูวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา รวมถึงคหบดีและประชาชนต่างๆ โดยเห็นพ้องกันว่าควรไปอารธนานิมนต์ครูบาศรีวิชัย มาเป็นประธานในการก่อสร้าง พระวิหารหลวงดังกล่าว
ตามบันทึกของพระครูวชิรปัญญา กล่าวว่าท่านได้อารธนานิมนต์ครูบาศรีวิชัยถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ได้ให้เจ้าน้อยกู้เลากู้ เมืองเชียงใหม่ไปนิมนต์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2465 ครั้งที่ 2 ให้นายสิบเอกอ้าย เมืองพะเยาไปนินนต์ วันที 16 พฤษภาคม 2464 และ ครั้งที่ 3 ให้พระปัญญา วัดบ้านปิน เมืองพะเยาไปนิมนต์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2464
สำหรับครั้งที่ 1และ2 นั้น ครูบาศรีวิชัยท่านได้มีบันทึก กลับไปถึงพะเยามีใจความว่า ท่านได้ตั้งสัจจะอธิฐานผายเบี้ย "……..ผายครั้งที่หนึ่งเบี้ยมูบตั๊ดต๋า ศาลาเก้าห้อง ผายเบี้ยครั้งที่สองเบี้ยมูบตั๊ดต๋า หม้อนาฮก ผายเบี้ยครั้งที่สาม เบี้ยมูบตั๊ดต๋าหม้ออเวจี๋ บ่อเต้านั้นก็ได้หื้อหมอโหราทำนวายตวายดู ต๋ามคัมภีร์โหรา หมอโหราก็บอกว่า หนตางไป ตุ๊เจ้าหากมี หนตางที่จักมาบ่มีว่าฉะนั้น ในปี๋พุทธศักราช 2464 จักไปตี้วัดพระเจ้าตนหลวงเมืองพยาวบ่ได้เตื้อ กันเถิงปี๋พุทธศักราช 2465 จักไปได้ ท่านสั่งมากับด้วยจองหมูคำ บ้านสบต๋ำ มามีแต่เต้านี้และ………" ส่วนครั้งที่ 3 น้นท่านได้มีบันทึกตอบตกลงโดยมีข้อความว่า "….ถ้าจักหื้อข้าเจ้า ไปเป๋นเก๊ากึ๊ดก่อสร้างวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง นั้นหื้อปากั๋นนั้นปั้นดินกี่ไว้ห้าแสนนึ่งถ้ามีดินกี่ไว้แล้ว กันข้าเจ้าได้ไปแผวแล้วคนเมืองพยาวก็ปา กันมาผ่อข้าเสี้ยงตึงเมืองข้าเจ้าก็จักปาเอาคนตั้งหลายจ้วยกั๋นกึ๊ดสร้าง หื้อเป็นการเสร็จแล้ว……….."
ในขณะนั้นครูบาศรีวิชัยท่านยังคงสร้างงาน อยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน ในบันทึกได้กล่าวว่า ท่านได้มีจดหมาย ติดต่อกับพระครู วชิรปัญญาอีกหลายครั้ง ซึ่งในเนื้อความเป็นเรื่องของการสอบถามถึงรูปแบบของวิหาร ขนาดของวิหาร ,รูปทรงรวมถึงการจัดเตรียมวัสดุก่อสร้าง ต่างๆ จนกระทั่ง วันที่ 25 ธันวาคม 2464 ท่านจึงได้ออกเดิน ทางไปเมือง พะเยาในครั้งนั้นมีผู้ติดตามทั้งที่เป็น ศรัทธาญาติโยมและลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมาย การเดินทางนั้นครูบาศรีวิชัยจะ นั่งบนเสลี่ยงโดยมีลูกศิษย์ผลัด เปลี่ยนกันหามซึ่งเป็นขบวนของนักจาริกแสวงบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในระหว่างทาง นั้นเมื่อผ่าน หมู่บ้านต่างๆเขาเหล่านั้นจะประดับตกแต่งทำเป็น ปรำพิธีขัดราชวัตรปักต้นกล้วยไว้คอยรับเมื่อแวะพักที่ไหนก็จะมี ผู้มาร่วมทำบุญ กับท่านและบางครั้งก็ม ีการนำเอาลูกหลานมาขอบวชทางด้านเมืองพะเย า



เมื่อทราบข่าวว่า ครูบาศรีวิชัยได้ตัดสินใจเดินทางมาเป็น ประธานแน่นอนแล้ว ประชาชนก็ได้ร่วมใจกันสร้างกุฏิให้ท่านจำ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของพระวิหาร (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิหาร อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ภายในบรรจุอัฎิธาตุของท่าน) นอกจากนั้นได้เตรียมสร้าง ปางและปั้นอิฐเตรียมไว ้เป็นจำนวนมาก ส่วนประชาชนที่ทราบข่าว ก็ได้หลั่งไหลมาร่วมทำบุญกับท่าน ไม่เว้นแม้กระทั่ง จังหวัดทีห่างไกลออกไป เช่น ลำปาง แพร่น่านและเมื่อถึงพะยาวท่านก็ได้สั่งให้รื้อพระวิหาร หลังเดิมออกไป ใช้เวลา 8 วันจึงสำเร็จ
จนกระทั่งถึงวันพุธที่ 17 มกราคม 2466 ท่านจึงได้ลงมือวางศิลาฤกษ์ โดยมีลูกศิษย์คนสำคัญคือ ครูบาปี๋ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความ ชำนาญทางด้านการก่อสร้าง เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างทั้งหมด การสร้างวิหาร พระเจ้าตนหลวงหลังนี้ถือเป็นงานใหญ่และต้องใช้เงินและกำลังคน เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามก็มีผู้เลื่อมใสศรัทธา มาร่วมสร้างบารมีกับท่านอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาในการสร้างงานเพียงปีเศษก็สำเร็จ ตามบันทึก กล่าวว่าสิ้นเงินทั้งสิ้น 100,963 รูปี มีผู้บริจาคเงินถึง 5 ปี๊บ ใช้ทราย 700 หลา ปูนซีเมนต์ 600 ถัง ทองคำเปลว 272,635 แผ่น
ประกอบไปด้วยช่าง ที่ติดตามมากับครูบาศรีวิชัยมาแต่ลำพูน ,ช่างในพื้นที่เมืองพะเยาและใกล้เคียง ,ช่างชาวจีนที่จ้างเหมา รวมไปถึงแรงงานจากชาวบ้าน สำหรับลักษณะวิหารหลังนี้ เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่สร้างครอบพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ มีขนาด 8 ห้องเสาผังพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงยาวไม่ยกเก็จ ปัจจุบันระดับพื้นภายนอกยกสูงกว่าภายในสาเหตุมา จากการทรุดตัวของพื้นดินในคราวที่มีน้ำท่วมใหญ่ในปี 2516 มีระเบียงมุข ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง ตัวอาคารวาง ในแนวตะวันออก-ตะวันตก ล้อมรอบด้วยระเบียงคติ สร้างในคราวเดียวกัน มีประตูทางเข้าด้านหน้า 3 ประตู และทางด้านข้างอีกข้างละ 1 ประตูโครงสร้างประกอบไปด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ในส่วนของเสาและโครงสร้างหลัก ส่วนบนรูปทรงของ วิหารค่อนข้างใหญ่แต่ก็พยายามทำให้อ่อนช้อยตามแบบวิหารทรงล้านนาเพียงแต่ความงาม ทางด้านสุนทรียภาพแบบ มาตรฐานของวิหารแบบล้านนา ได้หายบ้างเนื่องจากการใช้วัสดุสมัยใหม่หน้าบันของวิหารหลัง นี้เป็นแบบโครงกรอบหน้าจั่วอิทธิพลภาคกลาง ใช้เทคนิคการสลักไม้ปิดทองร่อง กระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีลักษณะ ฝีมือใกล้เคียงกับที่วัดพระธาตุหริภุญชัย
ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่างกลุ่มเดียวกัน ลวดลายที่ใช้ ประกอบไป ด้วยลวดลายเครือเถาสลับกับลวดลาย สัตว์ต่างๆ เช่นลิง นาค และเสือ ซึ่งถือว่าเป็นประติมากรรม ประดับสถาปัตยกรรมที่งดงาม ที่สุดแห่งหนึ่ง ส่วนองค์ประกอบตกแต่งอื่นๆได้แก่ซุ้มประตูหน้าต่างแบบฝรั่ง ลวดลายทองบริเวณประตูหน้าต่าง ซึ่งหากสังเกตให้ดีมักจะมีรูปเสือ และคำจารึกกล่าวถึงครูบาศรีวิชัยประดับอยู่แทบทุกบานนอกเหนือ จากผลงานการสร้างวิหารหลังนี้แล้ว ครูบาศรีวิชัยยังสร้างงานสถาปัตยกรรม อื่นๆในคราวเดียวกันนี้ด้วยได้แก่ พระอุโบสถขนาดเล็กทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิหาร,วิหารครอบรอยพระพุทธบาททางด้านทิศตะวันออก ตะวันออก เฉียงเหนือของวิหาร,ศาลาบาตรพร้อมด้วย กำแพงล้อมรอบพระวิหารและประติมากรรมรูปเสือบริเวณทางเข้าทิศตะวันออกงานต่างๆ เหล่านี้ยังคงเหลือหลักฐาน ให้เห็นจวบจนถึงปัจจุบัน .

วัดศรีโคมคำ หรือวัดพระเจ้าตนหลวง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญได้สร้างมานานพร้อมกับการสร้างพระเจ้าตนหลวง เมื่อประมาณ พ.ศ.2034 โดยอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ และพระยาเมืองตู้ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา ในสมัยนั้นเจ้าอาวาสองค์แรกที่ปรากฎในตำนาน คือ พระธรรมปาล ท่านผู้นี้ได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่คือ ได้เขียนตำนานพระเจ้าตนหลวงออกเผยแพร่แก่ประชาชนอยู่ต่อมาอีกประมาณ 404 ปี จุลศักราช 1219 (พ.ศ. 2400) พระกัปปินะ เป็นเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง มีบันทึกหนังสือสมุดข่อยไว้ว่า แสนทักษิณะเยนดวงชะตาพระเจ้าตนหลวง มีพระธรรมปาลเขียนไว้มาให้ท่านได้รับทราบว่าวัดศรีโคมคำเป็นวัดมาแต่โบราณกาล แต่มาในยุคหลังๆ บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ทำให้บ้านเมืองอยู่ไม่เป็นปกติสุขต้องอพยพโยกย้ายไปอยู่ตามหัวเมืองที่ปลอดภัยจากข้าศึก ทำให้บ้านเมือง วัดวาอารามรกร้างว่างเปล่าไป ต่อมาภายหลังได้สถาปนาเมืองพะเยาขึ้น บ้านเมืองก็ดี วัดวาอารามก็ดี ก็ได้รบการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตามลำดับวัดศรีโคมคำได้เริ่มก่อสร้างพระวิหารครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ. 2465 พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมืองคือ พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา และหลวงสิทธิประศาสน์ (คลาย บุษบรรณ) นายอำเภอเมืองพะเยา คนแรกร่วมกันไปอาราธนาท่านครูบาศรีวิชัย จากจังหวัดลำพูนมาเป็นประธาน นั่งหนักในการก่อสร้างพระวิหารหลวงและเสนาสนะต่างๆ จำสำเร็จบริบูรณ์ โดยพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ เป็นองค์แรก ปัจจุบันพระธรรมวิมลโมลี (ปวง ธมฺมปญฺโญ) ได้ดำรงตกแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2511 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2523พระเจ้าตนหลวง เป็นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ขนาดหน้าตักว้าง 14 เมตร สูง 16 เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2034-2067 ชาวพะเยาถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ในเดือนหก (ประมาณพฤษภาคม) จะมีงาน นมัสการพระเจ้าตนหลวง เดือนแปดเป็ง” จะมีประชาชนในจังหวัดพะเยาและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานเป็นจำนวนมากพระอุโบสถกลางน้ำ พระอุโบสถหลังใหม่ของวัดศรีโคมคำ ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา เป็นศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ สร้างขึ้นโดยศรัทธาประชาชน ซึ่งบริษัท มติชนจำกัด ดดยคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นผู้ประสานงาน คุณนิยม สิทธหาญ มัณฑนากรจากมหาวิทยาลัยศิลปกร และคุณจินดา สหสมร สถาปนิกจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยร่วมกันออกแบบจิตรกรรมฝาผนัง เขียนโดยคุณอังคาร กัลยาณพงษ์ และคุณภาพตะวัน สุวรรณกูฏ และทีมงาน

วัดอนาลโยทิพยาราม



วัดอนาลโยทิพยาราม


สวยสง่า...วัดอนาลโยพระองค์โตโอเห็นไกลพุทธลีลาใหญ่เยือนพะเยาเขาวัดงาม....ทางขึ้นวัด อนาลโย จ.พะเยา

ไหว้พระสาธุเจ้าใต้ร่มเงาพระธรรมารำลึกคำสอนค่าเคารพองค์ทรงพระคุณ




องค์พุทธลีลางามสง่าน่าชื่นชมประชาพาเกลียวกลมกระทำการงานแต่ดี


สูงเด่นเป็นสง่ามากคุณค่าศรัทธาสร้างพุทธาพานำทางถึงสงบพบสุขเย็น



ประตูแดงแห่งวัดวาประหนึ่งว่าพานิพพานประตูอยู่ยืนนานสู่กระแสแน่สายธรรม.ประวัติของวัดอนาลโยทิพยารามประวัติของวัดอนาลโยทิพยารามก็น่าสนใจครับ ผมจะเล่าคร่าว ๆ ให้ฟังนะครับ เริ่มจาก พระอาจารย์ ไพบูลย์ สุมังคโล ขณะนั้นท่านอยู่ที่วัดรัตนวนาราม ท่านได้มีปรากฎการณ์เห็น ทรายทองไหลลงมาสู่วัดเป็นสาย รังสี แสงของทรายทองที่ไหลพั่งพรูราวกับสายน้ำนั้นอาบวัดทั้งวัดจนแทบจะกลายเป็นวัดทองคำ ท่านมองตามลำ แสงสีทองไปก็เห็นเขาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกว๊านพะเยานั่นเอง จากนั้นได้มีโยมมาอาราธนาให้ไปดูสถานที่สำคัญ และแปลกประหลาด เพื่อจะได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน เป็นที่ ๆ ชาวบ้านมักจะเห็นแสง สว่างเป็นดวงกลมลอยไปมาอยู่บนดอยสูง แสงนั้นดูสว่างเรืองรอง บางทีก็สว่างจ้าเป็นสีเหลืองสดอาบทั้งดอยราว กับกลายเป็นดอยทองคำ เหตุการณ์เหล่านี้มักจะปรากฏในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันพระ 8 หรือ 15 ค่ำ เป็นต้น หลังจากที่พิจารคณาดูสถานที่แล้ว เห็นว่าเป็นสถานที่สงบเหมาะสมแก่การเจริญเตตาภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ควรที่จะสร้างเป็นสถานที่พักปฏิบัติธรรม ดังนั้นที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวัดอนาลโยทิพยารามยังไงล่ะครับ ส่วนที่มาของชื่อวัด อนาลโยทิพยาราม ก็มาจากเมื่อปี พ.ศ.2525ท่านพระอาจารย์ได้ตัดสินใจมาอยู่ที่ นี่และเริ่มสร้างวัด ท่านได้ นิมิตว่ามีคนรูปร่าง ดำ สูงใหญ่มาบอกว่า หากท่านอาจารย์จะมาอยู่ที่นี่ ก็มาอยู่ได้ แต่ขอให้ตั้งชื่อวัด เป็นวัดหลวงปู่ขาว ซึ่งท่าน พระอาจารย์ก็ ไม่ขัดข้องประการใด ดังนั้นจึงได้เป็นชื่อ วัดอนาลโยขึ้นมา เพราะท่าน มีนามว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้เป็นประธานสงฆ์ อยู่ ณ วัดกลอง เพล จ.อุดรธานี และยังมี พระพุทธลีลา หรือพระยืนที่ท่านตั้งใจจะ สร้างขึ้น ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่สูงใหญ๋ที่สุด สร้างไว้บนยอด เขาตรีเพชร มีความสูง 25 เมตร กว้าง 6 เมตร น้ำหนักรวม 254 ตัน พระองค์นี้ใน ตอนแรกได้สร้างเป็นชิ้น ๆ ก่อน แล้วค่อยนำมาประกอบ ขึ้น ซึ่งต้องใช้ความอดทน มากทีเดียวกว่าจะได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อย่างที่เราได้เห็นกันอยู่นี้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญและน่าท่องเที่ยวอยู่อีกหลายแห่งภายในวัดด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น สวน ลุมพินีวัน (จำลอง) สถานที่ประสูติของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า สระโบกขรณี (จำลอง) สถานที่ถวายการสรงน้ำ เมื่อแรกประสูตร เจดีย์พุทธคยา (จำลอง) ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ ที่ตรัสรู้ด้านหลังองค์เจดีย์ พระสถูปเจดีย์ (จำลอง) สถานที่ปฐมเทศนา หรือจะเป็น เจ้าแม่กวนอิม ก็มีนะครับ ที่นี่ได้รวมเอาประติมากรรม ต่าง ๆ เข้ามาไว้รวมกัน ซึ่งเหมาะแก่การทำสมาธิ หรือพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง อ้อ…แล้วอีกที่หนึ่งที่จะขาดเสียมิได้คือ พระตำหนัก "ภูตะวัน" แต่ที่นี่ห้ามบุคคลภายนอกผ่านขึ้นไปนะครับ เพราะที่ตำหนักนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อเป็นที่ประทับในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในจังหวัดพะเยา นอกจากนี้วัดอนาลโยทิพยารามยังเป็นวัดประจำปีเกิดของผู้เกิดปีปีมะเส็ง มีสัญลักษณ์เป็นรูป "งูเล็ก" สำหรับพระธาตุประจำปีเกิดนั้นอยู่ไกลนัก นั่นคือ พระมหาเจดีย์พระพุทธคยา ประเทศอินเดีย อันเป็นปูชนียสถานที่สำคัญมาแต่โบราณเนื่องจากสถานที่ประดิษฐานจะอยู่ไกล คนโบราณจึงใช้เจดีย์เจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่แทนและมาภายหลังมีการจำลองพระมหาเจดีย์ฯ มาสร้างขึ้นที่วัดอนาลโย (พะเยา) ซึ่งทำให้คนมีศรัทธา จะไปนมัสการได้ง่ายขึ้น
การเดินทาง
ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัมห่างจากตัวจังหวัด 20 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 (พะเยา - เชียงราย) ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1127 - 1193 อีก 9 กิโลเมตร ทางลาดยางตลอดสาย บริเวณดอยบุษราคัม และม่อนพระนอน ประกอบด้วยพระพุทธรูปศิลปสุโขทัยลักษณะงดงามมาก และยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ อีกหลายองค์ อาทิ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างด้วยความประณีตสวยงามแบบศิลปไทย รัตนเจดีย์ เป็นศิลปะแบบอินเดียพุทธคยา เก๋งจีนประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม หอพระแก้วมรกตจำลอง จากยอดเขาสามารถชมทัศนียภาพของกว๊านพะเยาและเมืองพะเยาได้อย่างสวยงาม ขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางบันไดและทางรถยนต์ มีที่พักแบบ















อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง


อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อำเภอดอยคำใต้ อำเภอปง และ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีสภาพป่าแตกต่างกันไป ได้แก่ ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง อีกทั้งยังมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกนาปัง น้ำตกธารสวรรค์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่อุดมสมบูรณ์ อุทยานแห่งชาติดอยภูนางมีเนื้อที่ประมาณ 512 ตารางกิโลเมตร หรือ 320,000 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนสูง ทอดตัวในแนวเหนือใต้ ส่วนป่าแม่ยมและป่าน้ำปี้จะเป็นเทือกเขาสูงทอดตัวกันคล้ายรูปเกือกม้า โดยมีพื้นที่ราบลุ่มของอำเภอเชียงม่วนอยู่ตอนกลางมีจุดสูงสุดของพื้นที่ทั้งสอง คือดอยภูนาง สูง 1,202 เมตร ทำให้เกิดเป็นต้นน้ำที่สำคัญ ซึ่งจะไหลลงแม่น้ำแม่ยมทั้งหมดสูงจากระดับน้ำทะเล 300 เมตร
ลักษณะภูมิอากาศ
อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 31.3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20.2 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ย ตลอดปี 25.5 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ของทั้งสามอำเภอเท่ากับ 1,095.2 มิลลิเมตร1,777.5 มิลลิเมตร และ 1,093.2 มิลลิเมตร
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมี คุณค่าทางเศรษฐกิจ คือ ยาง ตะเคียน ประดู่ มะค่าโมง ตะแบก มะม่วงป่า มะยมป่า จำปาป่า เลียงมัน ตะคร้อ ตีนนก รวมถึงไม้จำพวกก่อและไม้สนเขาขึ้นปะปนอยู่
สำหรับสัตว์ป่าที่พบโดยทั่วไปได้แก่ เสือปลา หมีควาย หมูป่า เก้ง อีเห็น อ้น กระแต กระรอก นกชนิดต่างๆ รวมถึงสัตว์เลื้อยคลาน
บ้านพัก-บริการ
โรงแรม - รีสอร์ทที่ตั้งอยู่โดยรอบอุทยานฯ

ขณะนี้ยังจัดทำระบบการจอง Online ของโรงแรม - รีสอร์ท ไม่แล้วเสร็จ แต่หากท่านประสงค์จะจองโรงแรม - รีสอร์ท ที่อยู่ใกล้เคียงอุทยานฯ แห่งนี้ กรุณาใช้แบบฟอร์ม บริการจองโรงแรม - รีสอร์ท แบบยืนยันกลับภายหลัง

หมายเหตุ: ThaiForestBooking™ ยินดีเปิดรับโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่โดยรอบพื้นที่อุทยานฯ หรือบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยว เข้าร่วมขายบริการผ่านเว็บไซต์นี้ได้โดยการลงทะเบียน "ฟรี" ได้ที่เว็บไซต์ www.eComBotTravel.com ซึ่งระบบจะสร้างเว็บไซต์และระบบจอง online พร้อมทั้งเชื่อมลิงค์มายังเว็บไซต์แห่งนี้และ/หรืออุทยานฯ ที่ท่านระบุในหมวด Location ว่าอยู่ใกล้โดยอัตโนมัติ


บ้านพักทางการที่ตั้งในอุทยานฯ

ขณะนี้ บ้านพักของอุทยานแห่งนี้ ยังไม่พร้อมสำหรับจอง Online หากท่านประสงค์จะจองบ้านพักดังกล่าว กรุณาใช้แบบฟอร์ม บริการจองบ้านพักแบบยืนยันกลับภายหลัง




อุทยานแห่งชาติภูซาง



ประวัติความเป็นมา
อุทยานแห่งชาติภูซางเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยผาหม่นซึ่งเป็นเทือกเขาแนวยาว วางตัวในทิศเหนือ - ใต้ มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ดินบริเวณป่าน้ำหงาวฝั่งซ้ายในท้องที่ตำบลตับเต่า ตำบลหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหย่วน และป่าน้ำลาว ในท้องที่ตำบลภูซาง ตำบลทุ่งกล้วย ตำบลร่มเย็น ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นแนว เขตยาวประมาณ 30 กิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้ในอดีต (ปี พ.ศ. 2510 - 2525) เคยอยู่ใต้อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขา มีความอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์นานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ป่า และภูเขาที่สวยงาม พื้นที่ดังกล่าวมีความโดดเด่นทางธรรมชาติประกอบไปด้วย ถ้ำ น้ำตก ที่เป็นกระแสน้ำอุ่น และมีความหลากหลายทางธรรมชาติอีกมากมายมีเนื้อที่ประมาณ 284.8 ตารางกิโลเมตร หรือ 178,049.62 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งเป็น "อุทยานแห่งชาติภูซาง"



อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหย่วน และป่าน้ำลาว ในท้องที่ตำบลภูซาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งกรมป่าไม้จัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2533 เนื่องจากสำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย สำรวจเสนอและกองบัญชาการหน่วยรบเฉพาะกิจ กองพลที่ 4 สนับสนุนให้จัดตั้งเป็นวนอุทยาน ตามหนังสือที่ กส 0809 (ชร)/1975 ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2522 และ กห 0334 (ฉก.พล.)/1819 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 กองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 มีหนังสือที่ นร 5106/2616 ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ให้กรมป่าไม้ จัดตั้งพื้นที่วนอุทยานน้ำตกภูซาง มีเนื้อที่ประมาณ 73,000 ไร่

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2534
ทำการสำรวจและเตรียมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 1316/2534 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 สั่งการให้ นายจุมพล วนธารกุล นักวิชาการป่าไม้ 5 ไปดำเนินการสำรวจจัดตั้งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ที่มีความเหมาะสมจะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหย่วน และป่าน้ำลาว ท้องที่ตำบลภูซาง ตำบลทุ่งกล้วย ตำบลร่มเย็น ตำบลเวียง ตำบลแม่ลาว ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ป่าน้ำหงาวฝั่งซ้าย ในท้องที่ตำบลตับเต่า ตำบลหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ 186,512 ไร่ ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง 440 - 1,548 เมตร ติดเขตแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร สภาพป่าเป็น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าหลายชนิด เจ้าหน้าที่ ททท. ได้แจ้งว่าตามมติที่ประชุมรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2536 ให้ ททท. ประสานงานกับกรมป่าไม้ เพื่อพิจารณาพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติใหม่ กรมป่าไม้จึงมีหนังสือที่ กษ 0721.03/7244 ลงวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2537 เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณพื้นที่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติภูซาง สำนักงานเลขาคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร 0204/11694 ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2543 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2543 ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าน้ำหงาวฝั่งซ้าย ในท้องที่ตำบลตับเต่า ตำบลหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหย่วน และป่าน้ำลาว ในท้องที่ตำบลภูซาง ตำบลทุ่งกล้วย กิ่งอำเภอภูซาง อำเภอเชียงคำ และตำบลร่มเย็น ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2543 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 117 ตอนที่ 98 ก วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543



วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

วนอุทยานภูลังกา

เที่ยววนอุทยานภูลังกา พะเยา
วนอุทยานภูลังกา พะเยา

วนอุทยานภูลังกาอยู่ในท้องที่อำเภอเชียงคำและอำเภอปง จังหวัดพะเยา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหยวนและป่าน้ำลาว และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม มีเนื้อที่ประมาณ 7,800 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 สถานที่เที่ยวในวนอุทยานภูลังกา พะเยา ดอยภูนม ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา เป็นยอดดอยหัวโล้นมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรงบนยอดสามารถชมทิวทัศน์ได้รอบโดยเฉพาะทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตก ดอยภูลังกา ดอยภูลังกา เป็นสันเขาแคบๆ ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง เมื่อขึ้นไปบนยอดดอยชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้าได้สวยงาม และสามารถมองเห็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดอยหัวลิง ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง พื้นที่มีดินน้อยและแห้งแล้งจึงเหมาะสำหรับชมทะเลหมอกและ พระอาทิตย์ขึ้น การเดินทาง รถยนต์ การเดินทางไปวนอุทยานภูลังกามี 3 เส้นทาง ดังนี้ เดินทางจากอำเภอเมืองเชียงรายตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ถึงอำเภอเทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร จากอำเภอเทิงถึงอำเภอเชียงคำ 26 กิโลเมตร ไปบ้านทุ่งหล่มใหม่ 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงบ้านแฮะ 12 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีก 5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 127 กิโลเมตร เดินทางจากจังหวัดพะเยาผ่านอำเภอปงถึงแยกทางเข้าอำเภอเชียงคำตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1092 ระยะทาง 104 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่ออีก 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 เลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทาง 119 กิโลเมตร เดินทางจากอำเภอเมืองน่านถึงอำเภอท่าวังผาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1080 ระยะทาง 43 กิโลเมตร เดินทางไปทางเหนือแล้วเลี้ยวขวาไปอำเภอสองแถวตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากอำเภอสองแถวถึงอำเภอเชียงคำแล้วเดินทางต่อไปถึงวนฯ 71 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 147 กิโลเมตร
วนอุทยานภูลังกา อยู่ในท้องที่อำเภอเชียงคำและอำเภอปง จังหวัดพะเยา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหยวนและป่าน้ำลาว และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม มีเนื้อที่ประมาณ 7,800 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันอยู่ในเทือกเขาสันปันน้ำ วางตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 900-1,720 เมตร มีลำห้วยที่สำคัญ คือ น้ำแม่คะไหลผ่านด้านทิศใต้ ห้วยน้ำต้มและน้ำแม่รูไหลลงน้ำแม่รูทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห้วยคะแนงและห้วยป่ายางไหลลงน้ำแม่ลาวทางทิศเหนือ ลำห้วยทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำยมต่อไปสัตว์ป่าสัตว์ป่าที่พบได้แก่ เก้ง หมูป่า เลียงผา อ้นเล็ก กระจงเล็ก กระแตใหญ่เหนือ กระรอก เสือโคร่ง เสือดาว หมี ชะมด อีเห็น และสัตว์จำพวกนกและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆป่าและพันธุ์ไม้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบเขาและดงดิบริมห้วย ประมาณ 63 % มีพันธุ์ไม้เด่นได้แก่ไม้ในวงศ์ไม้ก่อ เช่น ก่อเดือย ก่อใบเลื่อม ก่อแป้น ก่อลิ้มและก่อหรั่ง ทะโล้ กำยาน นางพญาเสือโคร่ง และกำลังเสือโคร่ง เป็นต้น ป่าโปร่ง ประมาณ 21 % มีพันธุ์ไม้เด่นที่พบได้แก่ ทะโล้ ไม้ก่อ ค่าหด ช้าแป้น ปอเลียงฝ้าย กางหลวง และเป็นทุ่งหญ้า ประมาณ 16 % มีพันธุ์ไม้จำพวกหญ้าคา เลา หญ้าพง แขม และสาบแล้งสาบกา เป็นต้นในอดีตพื้นที่บริเวณไหล่เขาใกล้ยอดดอยเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น ในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการทดแทนทางธรรมชาติและเป็แหล่งต้นน้ำชั้น 1A เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำยมการเดินทางการเดินทางไปวนอุทยานภูลังกามี 3 เส้นทาง ดังนี้เดินทางจากอำเภอเมืองเชียงรายตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ถึงอำเภอเทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร จากอำเภอเทิงถึงอำเภอเชียงคำ 26 กิโลเมตร ไปบ้านทุ่งหล่มใหม่ 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงบ้านแฮะ 12 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีก 5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 127 กิโลเมตรเดินทางจากจังหวัดพะเยาผ่านอำเภอปงถึงแยกทางเข้าอำเภอเชียงคำตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1092 ระยะทาง 104 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่ออีก 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 เลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทาง 119 กิโลเมตรเดินทางจากอำเภอเมืองน่านถึงอำเภอท่าวังผาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1080 ระยะทาง 43 กิโลเมตร เดินทางไปทางเหนือแล้วเลี้ยวขวาไปอำเภอสองแถวตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากอำเภอสองแถวถึงอำเภอเชียงคำแล้วเดินทางต่อไปถึงวนฯ 71 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 147 กิโลเมตสถานที่ติดต่อวนอุทยานภูลังกา สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) อ.เชียงคำ จ.พะเยาโทรศัพท์ : (053) 714-914









วนอุทยานแห่งชาติดอยหลวง


วนอุทยานแห่งชาติดอยหลวง (ดอยหนอก พะเยา) ชื่อแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางพิชิตยอดดอยหนอก จังหวัดพะเยา สถานที่ ยอดดอยหลวง-ยอดดอยหนอก ตั้งอยู่บนเส้นแนวแบ่งเขตจังหวัดพะเยา และจังหวัดลำปาง ในท้องที่ ต.บ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวงคำอธิบาย อุทยานแห่งชาติดอยหลวงได้พัฒนาเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนยอดดอยหลวง-ยอดดอยหนอก ในรูปแบบกิจกรรม การเดินทางไกล และการผจญภัย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวยาวตามแนวทิศเหนือ- ใต้ มีจุดสูงสุดคือ ยอดดอยหลวง มีความสูงประมาณ 1,694 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางตลอดเส้นทางจะพบเห็นสภาพป่า 5 ชนิดคือ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแห้งป่าเต็งรังป่าเบญจพรรณและป่าสนเขานอกจากยอดดอยหลวงแล้วบริเวณใกล้เคียงจะพบกับ
ยอดดอยหนอก ซึ่งเป็นเขาหินปูนหน้าผาสูงชัน ลักษณะคล้ายหนอก บนหลังวัว มีความสูง 1,077 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง การไปท่องเที่ยวจะต้อง เดินทางด้วยเท้าเท่านั้น มีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน จุดเริ่มต้นของการเดินทาง เริ่มที่ริมถนน สายพะเยา - วังเหนือ บริเวณบ้านปากบอก อ.งาว จ.ลำปาง และสิ้นสุดที่บ้านห้วยหม้อ อ.เมืองพะเยาเนื่องจากอุทยานแห่งชาติไม่ได้ จัดสิ่งอำนวย ความสะดวกใดๆไว้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเป็นผู้รักธรรมชาติ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว มีความพร้อมที่จะเดินทางไกล และผจญภัยซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมอุปกรณ์และของของใช้ส่วนตัวดังนี้ 1.แต่งกายด้วยชุดรัดกุม2.ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าเดินป่า3.เป้ใส่ของส่วนตัว4.ยารักษาโรค เช่นยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย แก้พิษแมลง5.กระติกใส่น้ำดื่ม6.กล้องส่องทางไกล หรือกล้องถ่ายรูป7.ไฟฟฉาย8.ถุงนอน หรือเต้นท์9.อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง